Browsed by
ป้ายกำกับ: คาสิโนออนไลน์

จากมนุษย์เงินเดือน สู่เทรนเนอร์อาชีพ – ชีวิตจริงของคน (เคย) ขี้ก้าง และเรียนไม่ตรงสายอาชีพ

จากมนุษย์เงินเดือน สู่เทรนเนอร์อาชีพ – ชีวิตจริงของคน (เคย) ขี้ก้าง และเรียนไม่ตรงสายอาชีพ

เคยคิดมั้ย….

“เรียนไปทำไมหนังสือ… ฉันชอบออกกำลังกาย รอไปยิมไม่ไหวแล้ววว เลิกเรียน จัด!”

“เบื่องานจัง อยากให้เลิกงานเร็วๆจังจะรีบไปยิม”

“อยู่ยิมได้ทั้งวันเล้ยยย”

แล้วเคยคิดมั้ย ว่าอยากเป็นเทรนเนอร์ แต่!

  • จบไม่ตรงสาย

  • หุ่นไม่เป๊ะ

  • กล้ามไม่ได้ใหญ่

  • กลัวคนไม่ฟัง

วันนี้เราให้คนที่มีประสปการณ์ตรง มาแชร์ชีวิตกัน ว่าจากชีวิต Marketing ….. ผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ได้ยังไงกัน!

ก่อนเราจะไปอ่านเรื่องราวชีวิตพี่เค้า เรามาดูรูปกันก่อน!

IMG_3682

ซ้าย 2010 … ขวา 2014

ตามด้วยรูปนักเรียน ศิษย์เอกของเค้า หนึ่งในหลายๆคนที่เค้าปั้นมา (โดยที่ไม่ได้จบตรงสาย!)

IMG_0381

พี่อุ๋ย ส. โนโน่… สองรูปนี้น้ำหนักเท่ากัน เชื่อมั้ย

IMG_3684

ปัจจุบันสอนอยู่ที่ Fitjunctions หุ่นประมาณนี้

แนะนำด้วยรูปแล้ว ขอส่งต่อให้พี่โน่เลยครับ


พี่โน่: สวัสดีครับ… 

สำหรับบทความวันนี้จะขอพูดถึงเรื่อง”แรงบันดาลใจที่ทำให้คนเราต้องการการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนจะได้อ่านต่อไปจากนี้ คงจะถูกใจคนที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย จะช่วยจุดประกายความฝันให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆให้กลายเป็นคนที่ไม่คิดดูถูกตัวเองอีกต่อไป จะเป็นเรื่องราวแบบไหน ขอให้ลองอ่านกันดูครับ

เรื่องราวต่อไปนี้ คือเรื่องราวจากชีวิตของผมเอง คนที่เคยคิดว่าเป็นคนที่ธรรมดา จืดๆคนนึง จะสร้างความภูมิใจในตัวเองด้วยวิธีไหน ผมจะขอเริ่มต้นจากตรงนี้ครับ

บทที่1: จากนักเรียนมุ่งสู้รั้วมหาลัย

เนื่องจากผมไม่ใช่คนที่เรียนหนังสือเก่ง วันแต่ละวันผ่านไปเหมือนนักเรียนไทยทั่วไป คือไปโรงเรียน เรียนหนังสือ ตั้งวงเล่นดนตรีกับเพื่อน และแน่นอนครับชอบเล่นฟุตบอล ชีวิตวัยเด็กผมมีอยู่เท่านั้นจริงๆ ซึ่งผมก็มีความสุขดี ชีวิตที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร มีความสุขไปวันๆ แค่นั้นก็เพียงพอกับความต้องการของเด็กคนนึง จนมาถึงวันสอบเอนทรานซ์ก็เริ่มคิดว่าตัวเองอยากเป็นนักการตลาดก็ได้เรียนตรงกับสายที่ตัวเองตั้งความหวังไว้ ชีวิตก็ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนเรียนจบ ก็คิดไว้กับตัวเองเสมอว่าซักวันนึงต้องเป็นนักการตลาดให้ได้ โดยที่จริงๆก็ยังไม่ค่อยรู้ว่านักการตลาดที่ว่านี้ ต้องทำอะไรบ้าง

บทที่2: จากวัยเรียนก้าวสู่วัยทำงาน

ชีวิตหลังจากเรียนจบ เริ่มจะเป็นชีวิตที่ไม่ง่ายเหมือนที่เคยผ่านมา เนื่องจากผมไม่เคยคิดถึงการแข่งขันมาก่อน แค่ใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันให้จบๆไปก็พอ ก็เริ่มจะต้องแข่งขันกับคนอื่นเพื่อสมัครงาน ซึ่งหลังจากเรียนจบมาก็ใช้เวลาหมดไปกับการรอเข้าทำงานค่อนข้างนานพอสมควร และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มหันมาสนใจการยกเวทเพื่อออกกำลังกาย เพราะมีเวลาเยอะ ประกอบกับเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็เลยทำ ทำไปมั่วๆโดยคิดแค่ว่าอย่างน้อยก็ช่วยฆ่าเวลาให้ตัวเองได้ แต่ก็ทำไปแค่นั้น เพราะไม่ได้คิดจะเอาจริงเอาจังกับทางนี้อยู่แล้ว พอได้งานทำชีวิตการยกเวทก็น้อยลง น้อยจนแทบจะหายไปจากชีวิต แค่มีเวลาว่างตอนไหนก็ไปยกๆแค่นั้น ดังนั้น การยกเวทในตอนนั้นจึงยังไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวผมมากไปกว่าการทำความรู้จักกับกิจกรรมชนิดใหม่ของชีวิตเท่านั้นเอง

บทที่3: จุดเริ่มต้นเข้าสู่การยกเวทอย่างจริงจัง

ความสนใจเรื่องการยกเวทเริ่มต้นจากจุดนี้ครับ หลังจากที่เปลี่ยนที่ทำงานแห่งใหม่ อาจเพราะอาชีพใหม่เป็นอาชีพที่มีเวลามากขึ้น ผมจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งจากคำชวนของเพื่อน ซึ่งผมก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าเอาเวลาไปเที่ยว ไปดื่ม ไปสังสรรค์ แต่ได้สุขภาพที่ดีกลับมาก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะยังไม่รู้จักวิธีการเล่นที่ถูกต้อง จะใช้คำว่างูๆปลาๆก็คงไม่ผิดอะไรนัก แต่ก็ไม่หยุด ไม่ท้อ เพราะเราเสียตังค์ไปแล้ว ก็ต้องใช้ให้คุ้ม เริ่มต้นนับ1จากจุดนั้นครับ จากไม่รู้อะไรเลยก็เริ่มศึกษา แหล่งความรู้มีมากมาย ช่องทางที่สะดวกที่สุดคือโลกอินเตอร์เน็ต แค่เราขยันอ่าน โลกเราก็กว้างขึ้นอีกเยอะแล้วครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่สังเวียนนี้เลย

บทที่4: เมื่อมีก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สองย่อมตามมา

จากคนที่ยกเวทไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องอาหาร พอได้เริ่มอ่าน เริ่มศึกษา ก็เริ่มอยากเอาความรู้นั้นมาทดลองกับตัวเอง มาถึงจุดนี้ผมจึนหันมาให้ความสำคัญกับกิจกรรมยกเวทมากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนจะกลายเป็นคนที่หายใจเข้า-ออกเป็นเรื่องเวทไปซะแล้ว ปัญหาตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การยกเวท แต่เป็นปัญหาจากคนรอบข้างที่เริ่มจะไม่เข้าใจตัวผมแล้วว่านี่ไปทำงานหรือไปฟิตเนส เพราะผมแทบจะไม่คุยเรื่องงานประจำเลย ความสนใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เทให้กับการยกเวทไปแล้ว แต่ก็ทำให้ได้ทำความรู้จักกับตัวเองเป็นครั้งแรกว่า สิ่งๆนี้คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิดว่าชอบ แต่เราผ่านกระบวนการลงมือทำลงไปแล้ว แต่อย่าเพิ่งลืมนะครับ ความฝันที่จะเป็นนักการตลาดของผมยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมยังคงมีปมที่ผมยังไม่ได้คลายอยู่หนึ่งปม

บทที่5: เมื่อความฝันมาบรรจบกัน

ณ เวลานั้น ความฝันผมได้เดินทางมาหาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว อาชีพนักการตลาดที่ผมเคยฝันถึงมาตลอดหลายปีก็ได้เปิดโอกาสให้ผมได้ก้าวเข้าไปสัมผัส แต่เป็นความฝันที่ผมต้องเอาเวลาที่เคยมีไปแลกมันมา จากที่เคยมีเวลาไปยิมแบบสบายๆก็เริ่มลดน้อยลง ถึงขนาดที่ว่าบางวันก็ไม่มีโอกาสให้ได้ไปเหยียบพื้นยิมด้วยซ้ำ งานการตลาดที่ผมเคยฝัน เคยคิดว่ามันสนุก กลับกลายเป็นชีวิตที่ผมไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนที่เคยวาดไว้ งานที่คิดว่าสนุกกลับไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องเวลาของผมเลย การทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนที่เคยคิดว่าสิ่งนั้นคือความมั่นคง เริ่มจะไม่ทำให้ผมมีความสุขแล้ว การใช้เวลาวันละ9-12ชั่วโมงในออฟฟิศเป็นสิ่งที่คอยรบกวนจิตใจผมอยู่ตลอดเวลา ทุกๆวันผมจะนั่งรอเวลาเลิกงานเพื่อที่จะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ผมคิดถึงมากที่สุด นั่นคือในยิมครับ จะบอกว่าเป็น1-2ชั่วโมงที่ผมรู้สึกมีความสุขที่สุดของวันก็ว่าได้ ก็เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผมได้รู้ว่าความมั่นคงที่ผมเคยได้ยินมาตลอดชีวิต การได้ทำงานกับองค์กรใหญ่ ไม่ใช่ความมั่นคงในแบบที่ผมต้องการ

บทที่6: จุดตัดสินใจสำคัญของชีวิต

นับเป็นช่วงเวลากว่าสองปี ที่ผมได้ฝึกฝนตัวเองอยู่ในยิม ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าผมเป็นคนที่มีรูปร่างผอม เอาว่าผอมมากๆมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก จากคนที่เคยผอมก็ไม่ผอมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นก็เป็นจุดสนใจของเพื่อนๆและคนรู้จัก จึงเริ่มมีคำถามจากคนเหล่านั้นมาถึงผม ว่าผมฝึกแบบไหน กินอะไร ใช้ชีวิตยังไงถึงได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากเท่านั้น คำตอบของผมที่มีให้ทุกคนก็ไม่ใช่คำตอบที่ซับซ้อนอะไร เป็นเพียงคำตอบง่ายๆว่า”ความสม่ำเสมอ” เท่านั้นเองจริงๆครับ เพราะคำตอบของความสำเร็จสำหรับผมมันไม่มีทางลัด มีแค่ความตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ สักวันเราก็ต้องไปถึงจุดหมาย นี่ล่ะครับ ผมเดินมาอยู่ในจุดนี้แล้ว จุดที่ผมเกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่มากขึ้นในใจ ว่าผมควรจะทำยังไงกับชีวิตดี ผมควรเดินไปต่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ทำงานเป็นรูทีน รับเงินเดือนเมื่อสิ้นเดือน แล้วก็วันกลับมาทำงานเหมือนเดิม หรือออกเดินไปตามสิ่งที่ใจต้องการ ความเสี่ยงสูง ชีวิตไม่มีการันตีรายได้ แต่มีความหมายกับหัวใจ

บทที่7: ทางเดินที่เลือกแล้ว

ถึงตอนนี้ คงเดากันไม่ยากแล้วใช่มั้ยครับ ว่าผมเลือกตัดสินใจแบบไหน ใช่ครับ ผมเลือกที่จะลาออกจากงานประจำที่คนนิยามกันว่าเป็นงานที่”มั่นคง” แต่ในทางกลับกันผมกลับรู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ได้เรียกว่าความมั่นคงตามพจนานุกรมในแบบฉบับของผม หากแต่นิยามของคำว่าความ”มั่นคง”ของผมนั้น คือการมั่นคงต่อความฝัน มั่นคงต่อความสุข มั่นคงที่จะไม่ละทิ้งความต้องการของใจตัวเอง เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้จนถึงเมื่อไหร่ ถ้าผมมัวแต่กลัวและเพิกเฉยต่อความปรารถนาของตัวเอง วันนึงผมอาจจะตายจากโลกนี้ไปโดยที่ยังมีเครื่องหมายคำถามติดตัวผมไป ว่าชีวิตนี้คืออะไร และผมได้ทำอะไรกับชีวิตตัวเองไปบ้าง ผมเชื่ออย่างจริงใจว่าทุกคนมีทางเลือก และเราทุกคนควรเลือกด้วยความตั้งใจ ในเมื่อทุกทางเลือกมีความเสี่ยงเสมอ ทำไมเราจึงไม่เลือกเส้นทางที่เราแม้จะรู้สึกเสี่ยงและเหนื่อย แต่ก็เป็นเส้นทางที่เราจะได้บันทึกรอยเท้าของตัวเองด้วยตัวของเราเอง แบบนี้สิครับถึงจะคู่ควรกับความเสี่ยงของเรา ดังนั้น จากชีวิตมนุษย์เงินเดือนจึงได้ก้าวเข้าสู่โลกของชีวิตpersonal trainerอย่างเป็นทางการ

บทที่8: ชีวิตของเทรนเนอร์

ทางเดินสายนี้อาจจะขรุขระ ไม่มีกลีบกุหลาบโปรยเอาไว้ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่มีตำราไหนบอกว่าเราต้องทำอะไร จึงจะประสบความสำเร็จกับชีวิตแบบนี้ แต่กลับเป็นชีวิตที่ผมรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน เพราะเป็นการตัดสินใจด้วยหัวใจของตัวเองจริงๆเป็นครั้งแรก ความสุขที่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยว ความกล้า หรือแม้แต่ความบ้าบิ่น ซึ่งผมก็ต้องขอขอบคุณอาชีพนี้ ที่ได้สร้างความรู้สึกถึง”คุณค่า”ของตัวเอง จากคนที่เคยคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่า เราอุตส่าห์ทำงานเราต้องการรายได้ดีๆ พอไม่ได้อย่างที่หวังก็รู้สึกเซ็ง ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้น แต่ในวันนี้ ในอาชีพที่ผมขออนุญาตเรียกตัวเองใหม่ว่า”คุณครู” กลับทำให้ผมรับรู้ว่า สิ่งที่ทำให้ทุกข์ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่จริงทั้งสิ้น แต่การให้ความรู้ การที่ผมมองเห็นนักเรียนของตัวเองกำลังพัฒนาต่างหาก ที่ก่อเกิดคุณค่าทางใจที่แม้จะใช้เงินมากแค่ไหน ก็ซื้อไม่ได้ครับ 

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากถึงน้องๆที่กำลังจะตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง เพื่อนๆ หรือพี่ๆที่กำลังสับสนว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้น ใช่ตัวของเราหรือเปล่า ให้ลองหยุดคิด ใช้เวลากับตัวเองสักนิด สำรวจจิตใจของตัวเองดู เราอาจจะได้คำตอบบางอย่างที่หัวใจเราส่งเสียงบอกให้เราได้รู้ก็เป็นได้ครับ และหากจะมีพี่ๆท่านไหนที่คิดว่าตัวเองแก่แล้ว หรือเดินมาไกลเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่แล้ว  ผมอยากจะถามว่ากรอบอันนั้นมีอยู่จริงหรือ? และใครที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา? ลองตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองดูนะครับ

หวังว่าเรื่องราวของตัวผมทั้งหมดที่ได้เล่ามานี้ จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน และจะดียิ่งกว่า หากทุกท่านที่ได้อ่านและนำไปเป็นแรงผลักดันในชีวิตของตัวเอง ผมจะคอยเป็นกำลังใจให้ครับ