Browsed by
หมวดหมู่: สาระทั่วไป

อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารเพื่อสุขภาพ

หมายถึงอาหารที่เมื่อรับเข้าไปแล้วน้ำหนักจะต้องอยู่ในเกฑ์ปรกติ ไม่เป็นโรคเรื้อรัง โดยการเพิ่มอาหารผักและผลไม้ ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน

อาหารสุขภาพ

องค์การอนามัยโรคได้นิยามเรื่องอาหารสุขภาพว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ร่วมกับการไม่ออกกำลังกายจะเป็นบ่อเกิดโรคเรื้อรัง องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอาหารสุขภาพดังนี้

  • อาหารเพื่อสุขภาพรับประทานอาหารที่สมดุลและมีน้ำหนักที่ปรกติ
  • ให้ลดอาหารไขมัน และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว Saturated fat,Transfatty acid
  • ให้รับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ ธัญพืขเพิ่มมากขึ้น
  • ลดอาหารที่มีน้ำตาล
  • ลดอาหารเค็ม

สำหรับ National Health Service (NHS)ของประเทศอังกฤษได้นิยามอาหารสุขภาพไว้ว่า มีสองปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงได้แก่

  • รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสมดุลกับพลังงานที่ใช้ผลไม้
  • รับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย

NHSจึงได้กำหนดแนวทางอาหารสุขภาพไว้ดังนี้

  • ทุกท่านต้องรู้จักจานอาหารสุขภาพซึ่งมีอาหารทั้งหมด 5 หมู่
  • ในจานอาหารสุขภาพจะบอกเราว่าควรจะรับประทานอาหารให้มีสัดส่วนอย่างไร

สำหรับสมาคมโรคหัวใจประเทศอเมริกาได้กำหนดอาหารสุขภาพไว้ดังนี้

  1. รับประทานผักและผลไม้เพิ่มโดยตั้งเป้าให้รับผักและผลไม้วันละ 4-5ส่วนทุกวัน
  2. ให้รับประทานธัญพืชเพิ่มEat more whole-grain foods.เนื่องจากผักและผลไม้มีไขมันต่ำ ใยอาหารสูงได้แก่  Whole-grain foods include whole-wheat bread, rye bread, brown rice and whole-grain cereal.
  3. ให้ใช้น้ำมัน olive, canola, corn or safflower oil สำหรับปรุงอาหารและจำกัดจำนวนที่ใช้ 
  4. รับประทานไก่ ปลา ถั่วมากกว่าเนื้อแดง เนื่องจากไก่ที่ไม่มีหนัง ปลา ถั่วจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าเนื้อแดง.
  5. อ่านฉลากก่อนซื้อหรือรับประทานทุกครั้งเพื่อเลือกอาหารที่มีคุณภาพ

หลักการง่ายๆที่จะทำให้เราได้รับอาหารเพื่อสุขภาพ

กีฬาสี .. กับค่านิยมอันตรายในรั้วสถานศึกษา

กีฬาสี .. กับค่านิยมอันตรายในรั้วสถานศึกษา

ต้องบอกก่อนว่า เรื่องที่ผมนำมาเขียนถึงในบทความนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น    แต่เป็นปรากฎการณ์ทาง

สังคมของเด็กวัยเรียนในรั้วสถานศึกษา   ที่ผมเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงอันน่าวิตกกังวล ตลอดระยะเวลา 3-4 ปี ที่

ผ่านมา ซึ่งบางสิ่งบางอย่างช่วยยืนยันว่า    ระบบการศึกษาไทยในวันนี้กำลังป่วยหนักอยู่ในภาวะวิกฤติ       ชนิดที่ว่า

             “แตะตรงไหนก็เจ็บ”  ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ    และสร้างค่านิยมรู้รักสามัคคคีให้แก่เด็ก

นักเรียนอย่างการแข่งขันกีฬาภายในโรงเรียน หรือกีฬาสี ที่ดูไม่น่าจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็ปล่อยปละละเลยกันจนเกิดมี

รากของปัญหางอกขึ้นมาจนได้

“กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำตนให้เป็นคน …..”

 

ไม่แน่ใจว่า ทุกวันนี้จะยังเปิดเพลงกราวกีฬาในงานกีฬาสีกันอยู่หรือเปล่า   แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะ

หากมองกันในแง่ของโลกที่เปลี่ยนไป และความสนใจของเด็กวัยรุ่นที่เทโถมไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลง   ไม่ใช่

เรื่องแปลกอะไร ถ้าเพลงที่ใช้ในงานกีฬาสีจะเปลี่ยนไปเป็นเพลงที่มีความร่วมสมัยกว่าเพลงนี้

 

เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง   ที่ต่างพากันดูเปลี่ยนไปซะเกือบทั้งหมด  สำหรับคนที่ห่างจากงานกีฬาสีมา

ร่วม 30 ปีอย่างผม             ไม่ว่าจะเป็นการเดินพาเหรดเข้าสนามที่มีการแต่งกาย/แต่งขบวนไม่ต่างจากงานคาร์นิวัล

          อัฒจันทร์เชียร์ที่นำเสนออกมาได้ตระการตาไม่น้อยหน้างาน Organize ของมืออาชีพ     การแสดงเปิดตัวคณะสี/ผู้นำ

เชียร์ ที่เด็กๆ ต่างพากันจัดเต็มทั้งฉาก ชุด แสง สี เสียง

 

กับ “การเชียร์กีฬา” ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าการ “แข็งขันกีฬา”  ผ่านความแปลกใหม่ที่เด็กๆ นำ

มาเติมสีสีนให้กับกิจกรรมของพวกเขา  แม้จะดูเป็นสิ่งที่น่าตื่นตา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจอะไรสำหรับผมจนต้องเก็บ

นำมาเขียนถึง     แต่ที่ยังต้องนำมาเขียน เพราะรู้สึกเป็นกังวลในเรื่องละเอียดอ่อนบางประเด็น ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในความ

ตระการตาของงานกีฬาสี ที่กำลังส่งเสริม  ค่านิยมอันตราย  เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเกินตัว เพื่อตอบสนองความภาค

ภูมิใจในการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่ง และกำลังครอบงำ กลืนกิน ค่านิยมหลัก (Core Value) ของกิจกรรมกีฬาสี ที่

มุ่งปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้รักสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ให้ค่อยๆ จางหาย ด้อยค่าลงไป

จากการได้พูดคุยกับนักเรียนระดับชั้น ม.5 ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งแถบชานเมือง     ซึ่งเธอได้ให้ข้อมูลอันน่า

ตกใจกับผมว่า    ในการแข่งขันกีฬาสีประจำปีนี้ที่กำลังจะจัดขึ้นช่วงปลายปี นอกจากเงิน 10 บาท/สัปดาห์ ที่จ่ายเป็น

ประจำสำหรับเก็บสะสมไว้ทำกิจกรรมของห้องมาตั้งแต่ ม.4  เงินรายได้จากการเก็บขวดพลาสติกภายในโรงเรียนขาย

เงินสนับสนุนการทำกิจกรรมจากทางโรงเรียน       และเงินสนับสนุนจากร้านค้าที่พวกเธอไปขอความอนุเคราะห์มาได้

พวกเธอกับเพื่อนนักเรียนอีกห้องหนึ่ง (รวมกันประมาณ 90 คน) ซึ่งต้องรับหน้าที่เป็นแม่สีในปีนี้    ยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม

กันอีกคนละ 1,000 บาท เพื่อรวบรวมเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในงานที่จัดขึ้นเพียงวันเดียว  โดยเมื่อ

นับรวมเงินทั้งหมดที่ระดมเข้ามาได้

 

 

ประมาณได้ว่าสีของพวกเธอจะมีเม็ดเงินสุทธิสำหรับใช้จ่ายครั้งนี้ ประมาณ 100,000 บาท

มากเอาการอยู่ไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมละครับ …

 

แต่สำหรับเด็กๆ มันเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก  และที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ก็เป็นแค่เพียงตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่

เกิดขึ้น และดำเนินอยู่ในรั้วสถานศึกษาปัจจุบัน   ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ

เท่านั้น แต่มีให้เห็นได้ทั่วไปในโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ

 

โดย 70 – 80% ของเม็ดเงิน จะถูกใช้ไปกับกิจกรรมที่มุ่งเน้นความสวยงามอลังการ   ไม่ว่าจะเป็น การจ้างทีมงาน

ภายนอก มาออกแบบและฝึกสอนท่าเต้น    ค่าเสื้อผ้าหน้าผมสำหรับการเดินพาเหรดและการประกวดกองเชียร์     ค่า

อุปกรณ์ประกอบการแสดงและอุปกรณ์ตกแต่งอัฒจันทร์       ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อถ้วยรางวัลหรือขนมปังปี๊ปที่มอบให้กับ

ผู้ชนะ แต่เพื่อความเป็นหนึ่งในโรงเรียน ที่ชัยชนะจะเชิดหน้าชูตาพวกเขาและเธอไปตลอดปี (1)

 

และที่ผมบอกเอาไว้ในตอนต้นว่าผมเฝ้ามองดูเรื่องนี้ด้วยความวิตกกังวล วันนี้สิ่งที่ผมกังวลเริ่มปรากฎผลต่อวิธีคิด

และวิธีจัดการชีวิตของเด็กนักเรียนขึ้นมาแล้ว เมื่อเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ถึงขนาดตัดสินใจกู้เงินนอกระบบมาใช้เพื่อจัด

งานกีฬาสีของตนเองให้ยิ่งใหญ่อลังการแข่งขันกับสีอื่นๆ (2)

สำหรับผม ผู้ที่สมควรถูกตำหนิและกล่าวโทษในเรื่องนี้ไม่ใช่เด็ก  แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ภาระหน้าที่ของความเป็น “ครู”

ควรอบรมสั่งสอน และให้คำแนะนำแก่เด็กนักเรียนในทางที่ถูกต้องเหมาะสม           รวมถึงหน่วยงานที่กำกับนโยบาย

ควบคุมดูแลการดำเนินการของสถานศึกษา  ที่ไม่ใส่ใจ ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน นานจนกระทั่งค่านิยม

ที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในความคิดของเด็กๆ

 

ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสมควรแก่การได้รับการใส่ใจ และเฝ้าระวังในระดับสูง   เพราะปัญหาไม่ได้แบนราบ

แค่พฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของเด็กนักเรียน  ที่เป็นเหมือนปลายยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เห็น

เท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ในหลายมิติ      ไม่ว่าจะเป็นต่อตัวเด็กนักเรียนเอง ที่อาจซึมซับค่านิยม

ฟุ้งเฟ้อนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ปัจจุบัน ที่การใช้จ่ายเงินเกิน

ตัวของเด็กวัยรุ่น    ยังคงเป็นปัญหาสังคมที่ค่อนข้างหนักหนา และยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง จากค่านิยมทางวัตถุที่

ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเรื่องของการพนัน หรือการขายบริการใน

กลุ่มเด็กวัยรุ่น

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเด็กคนอื่นในโรงเรียน  เพราะทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับ  “สังคมในโรงเรียน”  ที่เด็ก

ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่น่าแปลกใจที่ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนคิดกันแต่เพียงว่า    “เป็นเรื่องของเด็กที่มีฐานะทาง

บ้านพร้อมให้การสนับสนุน ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่โรงเรียนจัดขึ้นปีละครั้ง” เท่านั้น    ซึ่งเป็นความคิดที่มักง่าย

และไร้ความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก กับการนำ ฐานะทางบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนักเรียนกลุ่มเล็กๆ   มาเป็น

เหตุผลให้เด็กทุกคนต้องยอมรับ   เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กนักเรียนอีกเป็นจำนวนมาก ที่แม้ฐานะทางบ้านจะไม่

พร้อมให้การสนับสนุน แต่ก็ต้องเข้ามามีส่วนในการระดมเงิน         เนื่องจากปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อ้างผล

ประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ (3)  รวมถึงน้องนักเรียนที่ผมนำคำพูดของเธอมาอ้างถึงในตอนต้น ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้

เงินมากมายขนาดนั้น แต่ก็ต้องจ่ายเงินในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม

และที่หลีกเลี่ยงผลกระทบในเรื่องนี้ไม่ได้เลยก็คือ “ครอบครัว” ที่มีบุตรอยู่ในวัยเรียน      ทุกวันนี้แม้รัฐจะให้การ

อุดหนุนงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน  แต่กระนั้นก็ยังมีผลการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่า

ครอบครัวคนไทยที่มีบุตรอยู่ในวัยเรียน     ยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร    เฉลี่ยอีกครอบครัวละ

25,000 บาท/ปี    (สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันของเด็ก ค่าชุด/เครื่องแบบ/อุปกรณ์การศึกษา ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายที่

โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่ม)        โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ ภาระเรื่องการศึกษาของบุตร (ที่มี

สัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้)  มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับการก่อให้เกิดภาระหนี้สินภายในครัวเรือน (4)    ซึ่ง

เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาเด็กเลิกเรียนกลางคันก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ (5)   รวมถึงเป็นกำแพงขวางกั้น

การจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ ที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของคนไทยในขณะนี้

กับการเฝ้ามองดูค่านิยมฟุ้งเฟ้อในงานกีฬาสี ที่นับวันมีแต่จะยิ่งเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ     จากการใช้เงินระดับ 5-6 หมื่น

บาท (ซึ่งก็รู้สึกว่าเยอะมากแล้ว) เมื่อหลายปีก่อน   ผ่านมาถึงวันนี้จำนวนเงินขยับขึ้นไปแตะที่หลักแสน        วันนี้เด็ก

นักเรียนของเราเช่าช้างมาร่วมเดินในขบวนพาเหรดเข้าสนาม วันข้างหน้าพวกเขาจะจ่ายเงินจ้างอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า

ยิ่งใหญ่อลังการกว่านี้อีกไหม???    ผมอาจจะเป็นกังวล แต่คงไม่ถึงกับรู้สึกหดหู่เช่นนี้ หากทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่

ได้อยู่ในสายตาของครู

 

แต่นี่ .. ทีมงานภายนอกที่เด็กๆ จ้างมาสอนเต้น ก็สอนกันอยู่กลางสนามในโรงเรียน  ทีมงานที่จ้างมาทำอัฒจันทร์

ก็ขนอุปกรณ์มาทำกันอยู่ในโรงเรียน    ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียนเมินเฉยกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

อย่างไร   การละเลยโดยปล่อยให้เด็กๆ ใช้จ่ายเงินในกิจกรรมกีฬาสีมากจนเกินพอดี    แทบไม่ต่างจากการส่งเสริมค่า

นิยมผิดๆ ให้เด็กได้ซึมซับรับมันไปมากขึ้น เร่งถีบส่งปัญหาออกไปสู่สังคมมากขึ้น  ทั้งๆ ที่บทบาทของ โรงเรียน ควร

เป็นหัวหอกทางสังคมที่สำคัญในการช่วยลดปัญหาต่างๆ เหล่านี้แท้ๆ

ภาพจาก kapok.com / ข่าวการศึกษา

 

 

ขอส่งท้ายบทความนี้ ด้วยภาพที่ผมบันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว  ซึ่งบุคคลในภาพได้แสดงให้เห็นว่า แม้ปัญหานี้จะฝังตัว

อยู่ในโรงเรียนมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่สายหากจะเริ่มต้นแก้ไขเสียในวันนี้

 

น้องๆ นักเรียนกลุ่มนี้ลงประกวดการเชียร์ด้วยชุดที่เรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ    แค่เสื้อยืดกีฬา กระโปรงขาว ถุงเท้า

ยาว สำหรับเด็กหญิง กับเสื้อยืดกีฬา กางเกงพละ สำหรับเด็กชาย    แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเธอเลือก ไม่ได้ช่วยให้สีของ

พวกเธอเข้าใกล้ถ้วยรางวัลและขนมปังปี๊ปเลยซักนิด    ซึ่งเด็กๆ ได้ให้คำตอบกับผมสำหรับการตัดสินใจเลือกครั้งนี้ว่า

 

 

เงินน่ะมี แค่ไม่อยากเอาไปละลายกับเรื่องพวกนั้น !!!

น่าชื่นใจและดีใจแทนพ่อแม่ของน้องๆ เขานะครับ ที่เลี้ยงลูกให้เติบโตมาได้อย่างมีความคิด   รู้ว่าอะไรควรไม่ควร

ซึ่งผมว่าบางทีเด็กกลุ่มนี้อาจจะมีความคิดมากกว่าผู้ใหญ่อีกหลายคน ที่ดีแต่ทำตัว   “ปากว่าตาขยิบ”   ไปวันๆ  เสีย

ด้วยซ้ำ

จากมนุษย์เงินเดือน สู่เทรนเนอร์อาชีพ – ชีวิตจริงของคน (เคย) ขี้ก้าง และเรียนไม่ตรงสายอาชีพ

จากมนุษย์เงินเดือน สู่เทรนเนอร์อาชีพ – ชีวิตจริงของคน (เคย) ขี้ก้าง และเรียนไม่ตรงสายอาชีพ

เคยคิดมั้ย….

“เรียนไปทำไมหนังสือ… ฉันชอบออกกำลังกาย รอไปยิมไม่ไหวแล้ววว เลิกเรียน จัด!”

“เบื่องานจัง อยากให้เลิกงานเร็วๆจังจะรีบไปยิม”

“อยู่ยิมได้ทั้งวันเล้ยยย”

แล้วเคยคิดมั้ย ว่าอยากเป็นเทรนเนอร์ แต่!

  • จบไม่ตรงสาย

  • หุ่นไม่เป๊ะ

  • กล้ามไม่ได้ใหญ่

  • กลัวคนไม่ฟัง

วันนี้เราให้คนที่มีประสปการณ์ตรง มาแชร์ชีวิตกัน ว่าจากชีวิต Marketing ….. ผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ได้ยังไงกัน!

ก่อนเราจะไปอ่านเรื่องราวชีวิตพี่เค้า เรามาดูรูปกันก่อน!

IMG_3682

ซ้าย 2010 … ขวา 2014

ตามด้วยรูปนักเรียน ศิษย์เอกของเค้า หนึ่งในหลายๆคนที่เค้าปั้นมา (โดยที่ไม่ได้จบตรงสาย!)

IMG_0381

พี่อุ๋ย ส. โนโน่… สองรูปนี้น้ำหนักเท่ากัน เชื่อมั้ย

IMG_3684

ปัจจุบันสอนอยู่ที่ Fitjunctions หุ่นประมาณนี้

แนะนำด้วยรูปแล้ว ขอส่งต่อให้พี่โน่เลยครับ


พี่โน่: สวัสดีครับ… 

สำหรับบทความวันนี้จะขอพูดถึงเรื่อง”แรงบันดาลใจที่ทำให้คนเราต้องการการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนจะได้อ่านต่อไปจากนี้ คงจะถูกใจคนที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย จะช่วยจุดประกายความฝันให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆให้กลายเป็นคนที่ไม่คิดดูถูกตัวเองอีกต่อไป จะเป็นเรื่องราวแบบไหน ขอให้ลองอ่านกันดูครับ

เรื่องราวต่อไปนี้ คือเรื่องราวจากชีวิตของผมเอง คนที่เคยคิดว่าเป็นคนที่ธรรมดา จืดๆคนนึง จะสร้างความภูมิใจในตัวเองด้วยวิธีไหน ผมจะขอเริ่มต้นจากตรงนี้ครับ

บทที่1: จากนักเรียนมุ่งสู้รั้วมหาลัย

เนื่องจากผมไม่ใช่คนที่เรียนหนังสือเก่ง วันแต่ละวันผ่านไปเหมือนนักเรียนไทยทั่วไป คือไปโรงเรียน เรียนหนังสือ ตั้งวงเล่นดนตรีกับเพื่อน และแน่นอนครับชอบเล่นฟุตบอล ชีวิตวัยเด็กผมมีอยู่เท่านั้นจริงๆ ซึ่งผมก็มีความสุขดี ชีวิตที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร มีความสุขไปวันๆ แค่นั้นก็เพียงพอกับความต้องการของเด็กคนนึง จนมาถึงวันสอบเอนทรานซ์ก็เริ่มคิดว่าตัวเองอยากเป็นนักการตลาดก็ได้เรียนตรงกับสายที่ตัวเองตั้งความหวังไว้ ชีวิตก็ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนเรียนจบ ก็คิดไว้กับตัวเองเสมอว่าซักวันนึงต้องเป็นนักการตลาดให้ได้ โดยที่จริงๆก็ยังไม่ค่อยรู้ว่านักการตลาดที่ว่านี้ ต้องทำอะไรบ้าง

บทที่2: จากวัยเรียนก้าวสู่วัยทำงาน

ชีวิตหลังจากเรียนจบ เริ่มจะเป็นชีวิตที่ไม่ง่ายเหมือนที่เคยผ่านมา เนื่องจากผมไม่เคยคิดถึงการแข่งขันมาก่อน แค่ใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันให้จบๆไปก็พอ ก็เริ่มจะต้องแข่งขันกับคนอื่นเพื่อสมัครงาน ซึ่งหลังจากเรียนจบมาก็ใช้เวลาหมดไปกับการรอเข้าทำงานค่อนข้างนานพอสมควร และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มหันมาสนใจการยกเวทเพื่อออกกำลังกาย เพราะมีเวลาเยอะ ประกอบกับเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็เลยทำ ทำไปมั่วๆโดยคิดแค่ว่าอย่างน้อยก็ช่วยฆ่าเวลาให้ตัวเองได้ แต่ก็ทำไปแค่นั้น เพราะไม่ได้คิดจะเอาจริงเอาจังกับทางนี้อยู่แล้ว พอได้งานทำชีวิตการยกเวทก็น้อยลง น้อยจนแทบจะหายไปจากชีวิต แค่มีเวลาว่างตอนไหนก็ไปยกๆแค่นั้น ดังนั้น การยกเวทในตอนนั้นจึงยังไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวผมมากไปกว่าการทำความรู้จักกับกิจกรรมชนิดใหม่ของชีวิตเท่านั้นเอง

บทที่3: จุดเริ่มต้นเข้าสู่การยกเวทอย่างจริงจัง

ความสนใจเรื่องการยกเวทเริ่มต้นจากจุดนี้ครับ หลังจากที่เปลี่ยนที่ทำงานแห่งใหม่ อาจเพราะอาชีพใหม่เป็นอาชีพที่มีเวลามากขึ้น ผมจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งจากคำชวนของเพื่อน ซึ่งผมก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าเอาเวลาไปเที่ยว ไปดื่ม ไปสังสรรค์ แต่ได้สุขภาพที่ดีกลับมาก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะยังไม่รู้จักวิธีการเล่นที่ถูกต้อง จะใช้คำว่างูๆปลาๆก็คงไม่ผิดอะไรนัก แต่ก็ไม่หยุด ไม่ท้อ เพราะเราเสียตังค์ไปแล้ว ก็ต้องใช้ให้คุ้ม เริ่มต้นนับ1จากจุดนั้นครับ จากไม่รู้อะไรเลยก็เริ่มศึกษา แหล่งความรู้มีมากมาย ช่องทางที่สะดวกที่สุดคือโลกอินเตอร์เน็ต แค่เราขยันอ่าน โลกเราก็กว้างขึ้นอีกเยอะแล้วครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่สังเวียนนี้เลย

บทที่4: เมื่อมีก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สองย่อมตามมา

จากคนที่ยกเวทไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องอาหาร พอได้เริ่มอ่าน เริ่มศึกษา ก็เริ่มอยากเอาความรู้นั้นมาทดลองกับตัวเอง มาถึงจุดนี้ผมจึนหันมาให้ความสำคัญกับกิจกรรมยกเวทมากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนจะกลายเป็นคนที่หายใจเข้า-ออกเป็นเรื่องเวทไปซะแล้ว ปัญหาตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การยกเวท แต่เป็นปัญหาจากคนรอบข้างที่เริ่มจะไม่เข้าใจตัวผมแล้วว่านี่ไปทำงานหรือไปฟิตเนส เพราะผมแทบจะไม่คุยเรื่องงานประจำเลย ความสนใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เทให้กับการยกเวทไปแล้ว แต่ก็ทำให้ได้ทำความรู้จักกับตัวเองเป็นครั้งแรกว่า สิ่งๆนี้คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิดว่าชอบ แต่เราผ่านกระบวนการลงมือทำลงไปแล้ว แต่อย่าเพิ่งลืมนะครับ ความฝันที่จะเป็นนักการตลาดของผมยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมยังคงมีปมที่ผมยังไม่ได้คลายอยู่หนึ่งปม

บทที่5: เมื่อความฝันมาบรรจบกัน

ณ เวลานั้น ความฝันผมได้เดินทางมาหาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว อาชีพนักการตลาดที่ผมเคยฝันถึงมาตลอดหลายปีก็ได้เปิดโอกาสให้ผมได้ก้าวเข้าไปสัมผัส แต่เป็นความฝันที่ผมต้องเอาเวลาที่เคยมีไปแลกมันมา จากที่เคยมีเวลาไปยิมแบบสบายๆก็เริ่มลดน้อยลง ถึงขนาดที่ว่าบางวันก็ไม่มีโอกาสให้ได้ไปเหยียบพื้นยิมด้วยซ้ำ งานการตลาดที่ผมเคยฝัน เคยคิดว่ามันสนุก กลับกลายเป็นชีวิตที่ผมไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนที่เคยวาดไว้ งานที่คิดว่าสนุกกลับไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องเวลาของผมเลย การทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนที่เคยคิดว่าสิ่งนั้นคือความมั่นคง เริ่มจะไม่ทำให้ผมมีความสุขแล้ว การใช้เวลาวันละ9-12ชั่วโมงในออฟฟิศเป็นสิ่งที่คอยรบกวนจิตใจผมอยู่ตลอดเวลา ทุกๆวันผมจะนั่งรอเวลาเลิกงานเพื่อที่จะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ผมคิดถึงมากที่สุด นั่นคือในยิมครับ จะบอกว่าเป็น1-2ชั่วโมงที่ผมรู้สึกมีความสุขที่สุดของวันก็ว่าได้ ก็เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผมได้รู้ว่าความมั่นคงที่ผมเคยได้ยินมาตลอดชีวิต การได้ทำงานกับองค์กรใหญ่ ไม่ใช่ความมั่นคงในแบบที่ผมต้องการ

บทที่6: จุดตัดสินใจสำคัญของชีวิต

นับเป็นช่วงเวลากว่าสองปี ที่ผมได้ฝึกฝนตัวเองอยู่ในยิม ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าผมเป็นคนที่มีรูปร่างผอม เอาว่าผอมมากๆมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก จากคนที่เคยผอมก็ไม่ผอมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นก็เป็นจุดสนใจของเพื่อนๆและคนรู้จัก จึงเริ่มมีคำถามจากคนเหล่านั้นมาถึงผม ว่าผมฝึกแบบไหน กินอะไร ใช้ชีวิตยังไงถึงได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากเท่านั้น คำตอบของผมที่มีให้ทุกคนก็ไม่ใช่คำตอบที่ซับซ้อนอะไร เป็นเพียงคำตอบง่ายๆว่า”ความสม่ำเสมอ” เท่านั้นเองจริงๆครับ เพราะคำตอบของความสำเร็จสำหรับผมมันไม่มีทางลัด มีแค่ความตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ สักวันเราก็ต้องไปถึงจุดหมาย นี่ล่ะครับ ผมเดินมาอยู่ในจุดนี้แล้ว จุดที่ผมเกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่มากขึ้นในใจ ว่าผมควรจะทำยังไงกับชีวิตดี ผมควรเดินไปต่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ทำงานเป็นรูทีน รับเงินเดือนเมื่อสิ้นเดือน แล้วก็วันกลับมาทำงานเหมือนเดิม หรือออกเดินไปตามสิ่งที่ใจต้องการ ความเสี่ยงสูง ชีวิตไม่มีการันตีรายได้ แต่มีความหมายกับหัวใจ

บทที่7: ทางเดินที่เลือกแล้ว

ถึงตอนนี้ คงเดากันไม่ยากแล้วใช่มั้ยครับ ว่าผมเลือกตัดสินใจแบบไหน ใช่ครับ ผมเลือกที่จะลาออกจากงานประจำที่คนนิยามกันว่าเป็นงานที่”มั่นคง” แต่ในทางกลับกันผมกลับรู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ได้เรียกว่าความมั่นคงตามพจนานุกรมในแบบฉบับของผม หากแต่นิยามของคำว่าความ”มั่นคง”ของผมนั้น คือการมั่นคงต่อความฝัน มั่นคงต่อความสุข มั่นคงที่จะไม่ละทิ้งความต้องการของใจตัวเอง เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้จนถึงเมื่อไหร่ ถ้าผมมัวแต่กลัวและเพิกเฉยต่อความปรารถนาของตัวเอง วันนึงผมอาจจะตายจากโลกนี้ไปโดยที่ยังมีเครื่องหมายคำถามติดตัวผมไป ว่าชีวิตนี้คืออะไร และผมได้ทำอะไรกับชีวิตตัวเองไปบ้าง ผมเชื่ออย่างจริงใจว่าทุกคนมีทางเลือก และเราทุกคนควรเลือกด้วยความตั้งใจ ในเมื่อทุกทางเลือกมีความเสี่ยงเสมอ ทำไมเราจึงไม่เลือกเส้นทางที่เราแม้จะรู้สึกเสี่ยงและเหนื่อย แต่ก็เป็นเส้นทางที่เราจะได้บันทึกรอยเท้าของตัวเองด้วยตัวของเราเอง แบบนี้สิครับถึงจะคู่ควรกับความเสี่ยงของเรา ดังนั้น จากชีวิตมนุษย์เงินเดือนจึงได้ก้าวเข้าสู่โลกของชีวิตpersonal trainerอย่างเป็นทางการ

บทที่8: ชีวิตของเทรนเนอร์

ทางเดินสายนี้อาจจะขรุขระ ไม่มีกลีบกุหลาบโปรยเอาไว้ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่มีตำราไหนบอกว่าเราต้องทำอะไร จึงจะประสบความสำเร็จกับชีวิตแบบนี้ แต่กลับเป็นชีวิตที่ผมรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน เพราะเป็นการตัดสินใจด้วยหัวใจของตัวเองจริงๆเป็นครั้งแรก ความสุขที่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยว ความกล้า หรือแม้แต่ความบ้าบิ่น ซึ่งผมก็ต้องขอขอบคุณอาชีพนี้ ที่ได้สร้างความรู้สึกถึง”คุณค่า”ของตัวเอง จากคนที่เคยคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่า เราอุตส่าห์ทำงานเราต้องการรายได้ดีๆ พอไม่ได้อย่างที่หวังก็รู้สึกเซ็ง ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้น แต่ในวันนี้ ในอาชีพที่ผมขออนุญาตเรียกตัวเองใหม่ว่า”คุณครู” กลับทำให้ผมรับรู้ว่า สิ่งที่ทำให้ทุกข์ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่จริงทั้งสิ้น แต่การให้ความรู้ การที่ผมมองเห็นนักเรียนของตัวเองกำลังพัฒนาต่างหาก ที่ก่อเกิดคุณค่าทางใจที่แม้จะใช้เงินมากแค่ไหน ก็ซื้อไม่ได้ครับ 

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากถึงน้องๆที่กำลังจะตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง เพื่อนๆ หรือพี่ๆที่กำลังสับสนว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้น ใช่ตัวของเราหรือเปล่า ให้ลองหยุดคิด ใช้เวลากับตัวเองสักนิด สำรวจจิตใจของตัวเองดู เราอาจจะได้คำตอบบางอย่างที่หัวใจเราส่งเสียงบอกให้เราได้รู้ก็เป็นได้ครับ และหากจะมีพี่ๆท่านไหนที่คิดว่าตัวเองแก่แล้ว หรือเดินมาไกลเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่แล้ว  ผมอยากจะถามว่ากรอบอันนั้นมีอยู่จริงหรือ? และใครที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา? ลองตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองดูนะครับ

หวังว่าเรื่องราวของตัวผมทั้งหมดที่ได้เล่ามานี้ จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน และจะดียิ่งกว่า หากทุกท่านที่ได้อ่านและนำไปเป็นแรงผลักดันในชีวิตของตัวเอง ผมจะคอยเป็นกำลังใจให้ครับ